วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ประวัติพระพุทธเจ้าฉบับเฮีย

จริงๆ ถ้ามีโอกาสได้นั่งรถไปประชุมงานกับเฮีย (หัวหน้า) เวลารถติดๆก็จะคุยกันเรื่องนู้นเรื่องนี้ทั้งเรื่องงาน เรื่องสังคม เรื่องชีวิต เรื่องความรู้รอบตัว
เเละเป็นประจำที่เฮียจะเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังเป็นชั่วโมงๆ แล้วก็แลกเปลี่ยนกันสนุกๆ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา ว่างๆจะมาถ่ายทอดเรื่องอื่นๆให้อ่านกันอีก
วันนี้ก็เช่นกัน
วันฝนตกพรำๆ เรานั่งอยู่บนรถ เปิดแอร์เย็นฉ่ำ อยู่บนทางด่วน เฮียเล่าไทม์ไลน์เรื่องตั้งแต่พระพุทธเจ้าเกิด จนถึงตอนตรัสรู้ (ตัวละครเยอะมาก แม่ พ่อ เพื่อน ม้า ชาวบ้าน ลูกคนรวย พราหมณ์ เทวดา พระเเม่ธรณี etc.)
เรากำลังคิดว่า ถ้าเปรียบเทียบกับคนธรรมดาแล้ว การที่จะประสบความสำเร็จหรือการที่เราจะค้นพบคำตอบของชีวิต ค้นพบตัวตนด้านสว่างของเราและเอามันมาใช้ได้นั้น ต้องผ่านการคิดและการทดลองทำอะไรต่อมิอะไรมาเยอะมาก เหมือนตั้งแต่พระพุทธเจ้าแอบหนีออกจากวังไปเจอ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย จนกระทั่งหนีไปบวช ไปทรมานตัวเอง ทดลองเรียนอะไรตั้งหลายอย่าง
ต้องผ่านการงง การตั้งคำถาม การทดลอง การล้มเหลว การถูกทอดทิ้ง ถูกดูถูก และอื่นๆอีกมากมาย
เราชอบตอนที่พระพุทธเจ้านั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ เหล่ามารก็จะแปลงกายมาขัดขวางไม่ให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ ก็กระทำการต่างๆนาๆ เพื่อให้พระพุทธเจ้าสติกระเจิง
ในขณะเดียวกัน ก็มีเทวดาที่ดี แปลงกายลงมาช่วย (แบบอ้อมๆ) เพื่อให้ทรงตรัสรู้ได้ในที่สุด
ที่ชอบตอนนี้เพราะนอกจากเราจะต้องต่อสู้กับตัวเองแล้ว เรายังต้องต่อสู้ฟันฝ่าสภาพสังคมและปัจจัยภายนอกต่างๆที่คอยจะขัดขวางเรา จนวินาทีสุดท้ายเลยทีเดียว เหมือนกับมารพวกนั้นที่คอยขัดขวางพระพุทธเจ้า
แต่
สังคมก็ไม่ได้มีแต่มาร ก็ยังมีเทวดา ยังมีอีกตั้งหลายคนหลายอย่างที่คอย support เรา ช่วยเหลือให้เรายังคงอยู่ในสติได้ ช่วยให้เราคิด ช่วยให้เราทำ ช่วยแก้ปัญหาให้เรา เพียงแต่เราต้องแน่วแน่และหวังดี
ก็เอาไว้นึกถึง เวลาเจอมาร(อุปสรรค - มารในหลายรูปแบบ) ก็ให้เมตตามารเหล่านั้น และพิจารณาสติตัวเองให้ดี แล้วก็เดินต่อด้วยความสุข
ทำยากนะ แต่ของงี้ก็ต้องฝึกแหละ ใครก็ต้องฝึก พระพุทธเจ้าก็ยังต้องฝึก

ผู้ชายจ่ายค่ารถไฟให้เด้อ 555

อัพเดทเรื่องผู้ก่อนเลย
ตั้งชื่อเรื่องว่า : ปากกาคืออาวุธ!!!!
วันนี้ชะนีสองนางได้วิ่งไม่คิดชีวิตขึ้นรถไฟ โดยลืมไปว่า .... เราขึ้นนั่งตู้ first class ไม่ได้.... เพราะ swiss pass ของเราเป็น second class
ตอนมีคนมาตรวจตั๋วเป็นผู้หญิง 2 คนผู้ชาย1 คน
เราตกกะใจมาก และบอกไปว่า ... เราลืมไปจริงๆ เพราะเรารีบมากๆ ( คือเฉียดฉิวเลย พอประตูปิดปุ๊ปรถออกเลยจ้าาา )
คนที่มาตรวจตั๋วก็บอกเราว่า ต้องจ่ายคนละ 72 CHF คิดเป็นเงินบาทคือประมาณ 5,300 ....
แล้วนางก็มองๆดู passport แล้วบอกว่า
" แต่ยูมาจากประเทศไทยใช่มั้ย ไอลดให้พิเศษ เหลือคนละ 10 chf ละกัน"
เราคิดในใจ .... ดวกกกกก กูตกใจหมดดดดดดดด หลอกกูทำไมมมม นึกว่าต้องจ่ายครึ่งหมื่นเพื่อการเดินทาง 4 สถานีซะแล้ว!!!!
และทันใดนั้นเอง!!!!!
ชายหนุ่มแก้มแดงคนนึงซึ่งนั่งเยื้องๆกับเราไปทางขวาไกลๆ ซึ่งเราสังเกตุเห็นนางตั้งแต่นั่งแล้ว เพราะนางมีความน่ารักสัสๆ 555 แต่ก็วุ่นวายๆเลยไม่ได้สนใจต่อ
ขณะที่เราเองก็กำลังควักตัง ยื่นให้คนตรวจตั๋วผู้ชาย (ซึ่งคนตรวจตั๋วก็รับไปแล้ว) อยู่ๆหนุ่มแก้มแดงคนนั้นนางก็ลุกมาเดินมาพร้อมกับคนตรวจตั๋วผู้หญิง แล้วเดินมาคุยกับคนตรวจตั๋วชายเป็นภาษาเยอรมัน
แล้วคนตรวจตั๋วก็หันมาคืนตังให้เรา แล้วบอกว่า ผู้ชายคนนี้ขอจ่ายเงิน 20 CHF แทนคุณ!!!!!
เราก็ตกใจ ! ห่านนนน ความรู้สึกเหมือนนั่งในผับแล้วมีคนมาเลี้ยงเหล้าอะ งงๆ อึ้งๆ ก็เลยบอกไปว่า เราออกเองได้ (พร้อมกับโบกๆแบงค์20 ) นางก็ไม่ยอม
เราเลยขอบคุณและนั่งงงๆดูเค้าจัดการนู่นนี้กัน
เราเลยถามไปว่าทำไมถึงจ่ายแทน เพราะไม่อยากมโน ...5555.... ชายหนุ่มก็ยิ้มๆบอกว่า 20CHF เอง ไม่เป็นไร ( ด้วยสำเนียงอังกฤษ ถ้าฟังไม่ผิด )
คนตรวจตั๋วก็หันมาพูดว่า "He's just so nice" ...
หลังจากคนตรวจตั๋วให้ใบเสร็จเรามาและทุกคนแยกย้ายกันไป เราก็ยังงงๆอยู่ แต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ .. คือ .. ควานหาปากกา
สาวๆที่รู้ตัวว่าตลาดอยู่ฝั่งยุโรปคะ ... จงจำไว้ว่าปากกานั้น สำคัญรองลงมาจากpassport!!!
พอเอาปากกาขึ้นมาได้ เราก็เขียนเฟสของตัวเองลงไปบนใบเสร็จนั้น แล้วจังหวะที่กำลังจะลงจากรถ ก็เดินผ่านชายหนุ่มและยื่นให้พร้อมกับพูดว่า
" ขอบคุณมากๆนะ ถ้าเธอมาเที่ยวไทย บอกเรานะ เราจะดูแลอย่างดีเลย"
พร้อมกับยื่นใบเสร็จพร้อมที่อยู่เฟสบุ๊กเราไปให้ และเดินลงไปสวยๆ
พอลงจากรถ เราก็เดินงงๆ หาทางขึ้นอยู่บน platform จังหวะที่หันหน้าไปๆมาๆ ก็เห็นว่านางหนุ่มแก้มแดงมองเราอยู่จากในรถ
5555555555555 รู้สึกมโนมากไปละ มาลุ้นกันว่านางจะแอดเฟสบุ๊กมามั้ย
ถ้าไม่.... ก็นกไปอีกจ้าาาาาาาาาาาาาาา 5555
ปล. รูปประกอบนี้เอามายืนยันความสวย... ว่าไม่มีเลย...

Before sunset @ cologne

วันนี้นั่งคิดเรื่องลดน้ำหนัก เลยนึกเรื่องเล่าย้อนหลังได้
"จูเลียน"
เหตุเกิด ณ เมืองโคโลญ
ขณะที่เรากำลังนั่งคิดนู่นคิดนี่เพลินๆอยู่บนเตียง ก็ได้รับข้อความจากผู้ชายคนนึงที่แมทช์กันบนทินเดอร์ ชวนเราออกไปเดท เค้าชื่อจูเลียน
วันรุ่งขึ้นเราก็ออกไปเจอจูเลียน เค้าเป็นนักจิตวิทยา ซึ่งก็น่าจะใช่จริงๆ เพราะเวลาเราถามคำถามเทสต์ความคิดเค้า เค้าเข้าใจอะไรๆเยอะมาก มีวิธีพูด วิธีคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์สูงมาก และสนใจเรื่องภายใน เราstalk เฟสบุ๊กนางก็เต็มไปด้วยการแชร์ความรู้ด้านจิตวิญญาน
จูเลียนเสร็จจากลูกค้าตอนบ่าย ก็มารับเราที่โรงแรม วันนั้นอากาศดีมาก ก็เลยชวนกันเดินไปหาที่นั่งเล่นกัน
ขณะที่เดินอยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำไรน์ เพื่อจะไปนั่งเล่นกันริมน้ำอีกฝั่งที่คนไม่พลุกพล่านและเห็นวิวโดม ก็คุยกันเรื่องการลดน้ำหนัก
เราบอกนางว่า เราต้องการ motivation ในการลดน้ำหนัก
นางสวนกลับมาว่า motivation ไม่ยั่งยืน ต้องหาไปเรื่อย หาเจอแล้วก็หมดไป แล้วต้องเหนื่อยหาใหม่อีก
สิ่งที่ยั่งยืน คือ passion ต่างหาก
เราก็อึ้งไปเล็กน้อย เราไม่เคยนึกถึงประเด็นนี้มาก่อนเลย จริงด้วยแฮะ เมื่อก่อนเราชอบยึดของภายนอกเป็นแรงขับ เช่น อยากลดน้ำหนักเพื่อผู้ชายที่แอบชอบ อยากลดน้ำหนักเพื่อจะได้ผอมๆเหมือนเอ็มม่า วัตสัน หรืออยากลดน้ำหนักเพื่อลบคำสบประมาทของเพื่อนผู้ชาย
แม้มันจะเป็นการทำเพื่อสนองนี้ดตัวเอง แต่มันคือการไล่ตามสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง เอาคนอื่นเป็นจุดศูนย์กลาง ถึงเราจะผอมได้จริง ผู้ชายที่เราชอบเค้าก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้วว่าเราจะอ้วนจะผอม เอ็มม่า วัตสันก็ไม่ได้รู้จักเราเลย หรือเพื่อนผู้ชายที่มันว่าเราอ้วนมันก็ไม่ได้มาอยู่กับเราตอนเราร้องไห้เพราะรู้สึกแย่กับคำพูดของมัน ซึ่งพอเราร้องไห้เสร็จเราก็จะลืมมันไป
ซึ่งมันผิด และเราจะทำไม่สำเร็จเพราะเราเองที่ยึดอยุ่กับ motivation ที่มันเป็นความรู้สึกชั่วครู่ พอเราหายตื่นเต้นกับความรู้สึกนั้น เราก็จะเลิกฝัน เลิกทำ แล้วพอไม่สำเร็จ มันทำให้ self esteem เราต่ำลงเรื่อยๆ เพราะเราไปยึดคนอื่นมาเป็นเครื่องวัดคุณค่าของตัวเอง
เค้าเสริมอีกว่า ถ้ายูอยากลดน้ำหนัก ยูต้องหาว่า passion ของการลดน้ำหนักของยูคืออะไร
เออ Passion ของการลดน้ำหนักของเราคืออะไรวะ
มันคือตัวเราเองหรือเปล่า ... passion มันคือตัวเราเอง เราอยากมีสุขภาพที่ดี หาเสื้อผ้าสวยๆใส่ง่ายๆ เราอยากมีชีวิตที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมากมายนัก และเรารักการเล่นกีฬา !!!
เราก็เลยเชื่อมโยงความคิดนี้กับเรื่องหลายๆเรื่องที่เรากำลังสับสนอยู่ในชีวิตขณะนั้น ทั้งเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องความรัก
พอเราเริ่มเเยก motivation กับ passion ออกจากกัน เรารู้สึกอิสระมาก เรารู้สึกว่าเรารักตัวเองมากขึ้นมากๆ เรามีความสุขมากขึ้น วิธีคิดของเราเปลี่ยนไปในบัดดล .....
.......
พอเดินลงจากสะพาน เรานั่งคุยกันอีกสามชั่วโมงกว่าอยู่ริมแม่น้ำไรน์ เค้าเป็นคนแรกที่คุยกับเราแล้วบอกว่า
"You are a freaking introvert,believe me"
ซึ่งตรงกับที่เราคิดเลย 555555555 ทุกคนจะบอกว่า ดาร์ลี่เป็น extremely extrovert และเราก็มั่นใจว่าเราใช่ แต่บางมุม เราแอบคิดว่าเราเป็น Introvert ต่างหาก และจูเลียนเป็นคนแรกที่มองออก และที่สำคัญ ไม่เชื่อนักจิตวิทยาก็ไม่รู้จะไปเชื่อใคร ไม่เชื่อตัวเองที่รู้จักตัวเองที่สุด จะไปเชื่อใคร
พอเริ่มมืด เราก็เดินข้ามสะพานที่เต็มไปด้วยกุญแจอฐิษฐานเรื่องความรัก เดินดูกุญแจรูปร่างตลกๆ เล่นมุกกัน หัวเราะกัน
เราแวะไปกินอาหารไทย เค้านั่งมองเรากิน แล้วก็พูดว่า แปลกดีเนาะ นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอกัน
อืม แปลกดีจริงๆ ที่เราได้เจอคนแปลกหน้าที่สามารถมาเปลี่ยน attitude เราได้
พอกินเสร็จ จูเลียนก็เดินมาส่งเราที่โรงแรม เราบอกลา
เรากล่าวขอบคุณ
ขอบคุณจริงๆ #EuropeChangesMe

วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

business pitching mistake ข้อผิดพลาดของผู้ประกอบการใหม่ในการทำข้อมูล pitching

(สาระล้วนๆ)
วันนี้ไปฟัง pitching มา เป็นงานที่เน้น deep tech หลายทีมเป็น แนว innovation-based เหมือนที่ลี่พยายามทำ คือมี tech บางอย่างแล้วพยายามหากลุ่มลูกค้า พยายามหาทางเข้าตลาด ได้คุยกับหลายคนและพบ learning สำคัญๆหลายอย่างเลยจาก pitch นี้ จากประสบการณ์ที่ตัวเองพยายามทำอยู่ บวกกับที่เคยเห็นเคส success/fail ต่างๆ บวกกับเห็นพี่ๆน้อง มทส. ทำ(จำนวนมาก) และบวกกับความรู้ที่ได้จาก IBD พบว่า ผู้ประกอบการใหม่(รวมคนวัลลาบีแบบตัวเองด้วย) ไม่ว่าจะ deep tech หรือไม่ จะประสบการณ์ทำงานบริษัทใหญ่มามากมายแค่ไหน จะจบปริญญาอะไรหรือเป็นเด็กป.ตรี จะจบจากยูอะไรมา มักจะตกหลุมดังต่อไปนี้เหมือนกันหมด (ตกหลุม หมายถึง ขึ้นจากหลุมได้นะจ๊ะถ้า keep going)
1. Pain กับ Solution ไม่ตรงกัน มโนไปเองว่าลูกค้าอยากได้ของของเราเพียงแค่ของเรามันเป็น "innovation" มี Patent ไปก็ไม่ช่วยอะไร และ patent ไม่ใช่สุดยอด competitive advantage เพียงสิ่งเดียว การเข้าตลาดเป็นเจ้าแรกก็เช่่่นกัน
2. มีคนที่ทำอยู่แล้วในตลาด เราดีกว่า เพียงเพราะถูกกว่า และไม่มี strategy/Uniqueness ที่ make sense ( strategy = จะแข่ง จะต่าง จากคนอื่นยังไง)
3.ลูกค้า ไม่ตรงกับ Pain เช่น ทำสารเคมีขายให้โรงงาน แต่ศึกษาแต่ end user ไม่ศึกษา Pain โรงงาน
4.อันนี้คือพลาดสุดดดด บ่อยมาก บางส่วนเป็นผลจากข้อจากข้อ 3 คือประเมินมูลค่าตลาดผิดตลาด หรือบางรายประเมินมูลค่าตลาดใหญ่เว่อเกินไปมาก ไม่ใช้ factor ทอนลงเลย หรือเอามูลค่าตลาดที่ไม่ตรงกับสินค้ามาใส่ เช่น ขายอาหารสัตว์แต่เอามูลค่าตลาดเนื้อสัตว์มาใช้
5.อันนี้เจอบ่อยในเด็กๆที่ทำ SE กับผู้ใหญ่ที่ทำ deep tech ที่ cost สูง คือ มี innovation แล้วจะเอาเข้าตลาด ให้ภาครัฐเอาไปใช้
ด้วยconnection ที่มีกับทางรัฐบาล .... Hello ตื่นค่ะ ! คือ ถ้ามันไม่ใช่ pain รัฐบาลเค้าจะซื้อทำไม สเกลมันไม่ได้เล็ก เค้าไม่ได้ลำบาก คือแล้วไม่นับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆนาๆอีก คือ งง ถ้าจะบังคับรัฐบาลซื้อเพราะรู้จักกันนี่เค้าเรียกคอร์รัปชันป่าว 5555 คือต้องดูอีกทีว่า benefit ที่เราจะให้เค้าคืออะไร ถ้ามันมากกว่า cost ที่เกิดจากปัจจัยจำนวนมาก เค้าก็คงเอาแหละ (มั้ง 555)
6. จะขาย B2B เป็นหลัก แต่เน้นการตลาดออนไลน์แบบ mass
7. ทำเยอะหลายอย่างพร้อมกัน แต่ทีมไม่มีใครทำเป็นเลย และไม่ปรากฏว่ามี Key partners แต่อย่างใด
8. ยก a must มาเป็น Value Proposition เช่น อาหารของเราอร่อย น้ำหอมของเราหอม และเอา gain มาเป็น pain เช่น สินค้าของเราดีต่อสิ่งแวดล้อมมาก ทั้งๆที่กลุ่มที่อยากจะจับไม่ได้สะท้อนมาจริงๆเลยว่าแคร์เรื่องสิ่งแวดล้อม หรือ อาหารเราแคลเซียมสูงมาก ทั้งๆที่ลูกค้าไม่ได้ขาดแคลเซียม คือ บางทีฟัง pitch ก็รู้ว่าคิดเอง ไม่เคยคุยกับลูกค้า เพราะเราเคยทำ 555
9. พยายามเอา tech มายัดให้ดู innovative ทำให้ดูเกินความจำเป็นไปมาก ทั้งๆที่ Innovation มีหลาย type เป็นกระบวนการก็ได้ เป็นบริการก็ได้ อยู่ที่จะแก้ pain ยังไง
10. market share : จะ"ขอ" ยอดขาย 10% ของ market share บ้าง 5 % บ้าง 1% บ้าง แค่นี้ก็รวยแล้ว 555 แต่ไม่ปรากฏว่า configuration ตัว Business Model อย่างไรเพื่อให้ได้ mk share นั้นมา อยู่ๆก็ขอ ขอใคร ใครจะให้ 5555 อีกอย่างคือ หาข้อมูล competitor มาน้อยมาก บางทีนั่งๆฟังอยู่เสิร์ชกูเกิลหาก็เจอเลย คู่เเข่งเพียบ ทะเลแดงเดือด
11. แผน growth สดใสมาก แต่ capacity ไม่น่าจะทำได้ แผนเติบโตก็ดีงามมาก ลืมคิดช่วง R&D ไป ... จริงๆอาจจะต้องย้อนกลับไปเลยด้วยซ้ำว่า อีก 5 ปี จะ launch โปรดักแบบไหน เพื่อให้ทันสมัยในปีนั้นๆ คือ พอเราทำโปรดักที่ยากๆ (ที่มีคนทำอยู่แล้วในตลาดด้วยนะ)ใช้เวลา R&D มาก ถึงเวลาออกสู่ตลาดจริง ก็ล้าสมัยไปแล้ว คู่แข่งเขาก็เปลี่ยรเวอร์ชั้นหนีเราไปแล้ว บัยยย
12. Pitch ด้วยความ aggressive ตอบแทรกตั้งแต่ยังถามไม่จบ เพราะรู้สึก criticize เนื่องจากต้องอธิบายเยอะ เพราะตอน pitch พูดแต่น้ำ
13. สไลด์ไม่คลีน สะกดผิดสะกดถูก โนววววววว (นี่ก็เคยเป็น 555 เพราะทำสไลด์แบบเร่งด่วน ) จนจบ 5 นาทีก็ยังไม่รู้ว่าขายอะไร ลูกค้าคือใคร ทำไมต้องซื้อ ดีกว่าคนอื่นยังไง ขายยังไง
14. ลืม Regulatory feasibility
15. ประเมินมูลค่าตัวเองต่ำ และไม่แน่ใจว่าคำนวณจากอะไร เช่น ถ้ามีคนมาลงทุน 50,000 เหรียญ เอาหุ้นๆไปเลย 15% อื้อหืออออออ
16. Trademark โคตรรรรรร Generic ใช้ได้มั้ย?? เท่าที่จำได้ เคลมไม่ได้นะ หรือเคลมได้ก็โคตร weak เช่น จะขายน้ำดื่ม แล้วตั้งชื้อยี่ห้อน้ำดื่มนั้นว่า "น้ำดื่ม" 555 พยายามตั้งให้ fanciful/descriptive/suggestive กะดั้ย คือ จุดประสงค์ของการทำ trademark คือสร้างความ distinctive ให้ผลิตภัณฑ์อะ ทีนี้พอใช้คำ general เกินไปมันจะทำให้เราเสียสิทธิ์ส่วนนั้นไปเลย บาง trademark ที่เป็น faciful ยังเสียสิทธิ์นั้นไปเลย เช่น Xerox ที่เสีียตังเยอะมากเพื่อเรียกแบรนด์กลับมา
เข้าใจว่ายากและย้ำอีกครั้งว่าขณะนี้สิ่งที่ตัวเองพยายามทำก็จะรอดแหล่ไม่รอดแหล่ I can feel you นะทุกคน 555 ของแบบนี้มีไกด์ให้แต่ไม่มีสูตรสำเร็จเป๊ะๆๆๆ ต้องระดมสมองลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ต้องมีคนเก่งๆมีประสบการณ์ด้าน Entrepreneurial XXX มาช่วย mentoring (not just management เฉยๆ) ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน รวมทั้งตัวเองด้วย บาย
ปล.ใครเห็นแย้งหรือมีเพิ่มเติมก็เชิญที่คอมเมนต์

วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ความรักของฉัน จับมันโยนทะเล - part 1 หมดความหวังนั่งน้ำตาริน


สวัสดีทุกคนค่าาาา

ทริปที่จะเขียนแชร์ประสบการณ์นี้เป็นทริปที่ไปเที่ยวพังงาเมื่อช่วงเดือนกรกฎา 2017 ที่ผ่านมาค่ะ เนื่องจากตั๋วเครื่องบินไปภูเก็ตลดราคา ก็เลยจองไว้ก่อน ไม่มีเหตุผลอื่นใด 555

แต่เหมือนฟ้าบันดาล อยากให้เรามีสตอรี่ในการเที่ยวขึ้นมาเสยยยย

เราไม่ได้ชอบใครมากๆมานานแล้ว ในชีวิตเราชอบคนเยอะมวากก แฮ่นสุดดด 555 แต่สุดท้ายก็ไม่เคยมีใครเลยที่เรารู้สึกชอบจริงๆ จนกระทั่งมาเจอพี่คนนึง (แน่นอนเราเป็น สาย ฝ. 555) ที่เราชอบแแบบหัวปักหัวปำ ชอบบบบ แบบ ที่สุดของแจ้แล้วจริงๆ เจอกันเพราะต้องทำงานด้วยกัน เค้าทั้งเก่ง ทั้งใจดี รักโลก

พี่คนนั้นเค้าก็ดูสนใจในตัวเรานะ เค้าก็เป็นคนชวนเราไปดินเนอร์ก่อน และได้คุยกันมาเรื่อยๆ ชะนีไวไฟอายุ 26 แบบเราก็รีบไง คิดน้อย ตอนนั้นก็รุกสุด มาคิดทีหลังว่าเราทำตัวไม่มีเสน่ห์มากเลย นอกจากจะทำตัวเด็กเอาแต่ใจใส่เค้าที่เป็นผู้ใหญ่มากๆแล้ว ยังไม่ปล่อยให้จักรวาลจัดสรร ปล่อยให้ความรักมันเติบโตเอง ดันรีบขุดมันขึ้นมากินก่อนซะงั้น

สุดท้าย เค้าก็ไป ...

เราพยายามยื้อสุดฤทธิ์เลยนะ ยื้อกันอยู่นาน สุดท้ายเค้าก็ไปมีแฟนที่เหมาะสมกับเค้าจริงๆ มันบังเอิญที่ เราได้รู้ว่าเคามีแฟนจากปากเค้าคืนก่อนบินไปภูเก็ตนั่นแหละ ความหวังจะแก้ตัวทำคะแนนเพิ่มของเราก็จบลงคืนนั้น  บัยยยยยยยย นกกกก เพลงมา  !

https://www.youtube.com/watch?v=_Ahw7kSawyg

ระหว่างแพ็คของ ก็เปิดเพลงอกหักบิ้วอารมณ์ไปด้วยแหละ ตอนนั้นไม่ตลกนะ ตอนนี้ผ่านมาสี่เดือนย้อนคิดถึงแล้วก็ตลกดี 555 คืนนั้นร้องไห้ทั้งคืน อยู่บนเครื่องก็ร้อง ไปลงที่สนามภูเก็ตไม่ร้องเพราะต้องมองหารถ airport bus 555



- ปล่อยตัวไปกับถนน -
เรามักจะชอบเดินทางคนเดียว ไม่มีแผน รู้ว่าต้องไปที่ไหน แต่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง ไม่อยากคิด ไม่อยากอ่านข้อมูล ไม่มีอารมณ์ 555 เดินตามป้ายไปเรื่อยๆ จนเจอรถ airport bus เข้าเมือง

เราเดินทางออกจากสนามบินภูเก็ตด้วย airport bus คันนั้น มาลงวัดพระนางฯตามคำแนะนำของน้องกระเป๋าเพื่อขึ้นรถทัวร์สายภูเก็ต-ตะกั่วป่า แทนที่จะขึ้นรถตู้หรือเหมาแท็กซี่ตรงไปเขาหลักเลย (รถเหล่านั้น 500-1200 บาท ส่วนวิธีของเรารถบัสกับรถทัวร์รวมกัน 150 บาท )

ถึงวัดแล้วน้องบอกให้ข้ามสะพานลอยไปอีกฝั่ง ตอนลงจากรถนี่รู้สึก relax มาก ต่างจังหวัดมีความดีงามลอยในอากาศที่ กทม. ไม่มี

ลงสะพานลอยมาจะเจอลุงวินนั่งอยู่ 3 คน ก็เลยเดินไปนั่งด้วย ถามลุงว่ารอรถตรงนี้ใช่มั้ย ลุงบอกใช่ แล้วลุงก็นั่งช่วยดูรถให้


จังหวะที่มีรถภูเก็ต-พัทลุงผ่านมา ลุงก็ตะโกน มาแล้วๆๆลูก มาแล้ว ... อ้าวไม่ใช้ ดูผิด แล้วนางก็หัวเราะ 555 เราก็หัวเราะ (จังหวะลุงฮามาก ณ ตอนนั้น)

จนรถตะกั่วป่ามา

 (กรุณาอ่านด้วยสำเนียงทองแดง) " อ้าว ขึ้นเรยยยลูกก ขึ้นเรย โบกกกโบกกก เอ้าาาา จอดดดดด เอ้ยยยย เอ้ยยยยย" เสียงลุงวินมอไซค์ 3 คนหน้าวัดพระนางฯ ที่ภูเก็ตตะโกนเชียร์เราให้ขึ้นรถ ภูเก็ต-ตะกั่วป่า เพื่อจะไปลงที่เขาหลัก ราก็โบกจนรถจอดแล้วหันไปไหว้ขอบคุณ

ถ้ามาแบบไม่แบ็คแพ็คก็คงไม่เจอลุงให้ได้ขำๆกันเล็กๆน้อยๆ แบบนี้ 5555



บนรถ คนไม่เต็มเท่าไร นั่งได้สบายๆ เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นสะพานสารสิน สะพานที่เชื่อมเกาะภูเก็ตไปยังจังหวัดพังงา เป็นสะพานที่มีตำนานรักอันโด่งดังของโกดำกับครูกิ๋ว ... ความรักนี่ ทั้งสวยงาม ทั้งเจ็บปวดจริงๆเลย ... คิดแล้วน้ำตาก็ไหลบนรถนั่นแหละ

ช่วงที่เราชอบอีกช่วง คือช่วงที่รถวิ่งผ่านอุทยานแห่งชาติเขาหลัก เราไม่รู้มาก่อนว่าพังงามีอุทยานแห่งชาติ เราไม่ได้แแพลนหรือเตรียมตัวอะไรมาเลย เลยได้แต่เสียดาย คราวหน้าอยากมา explore ป่าพังงาให้มากกว่านี้

นั่งดูวิวข้างทาง ดูบ้านเรือน คิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อยๆ เพลินๆ และแน่นอน ... คิดถึงเค้าตลอดทาง ... ทำไมมาก็ตั้งไกลแล้ว ก็ยังอยู่คนเดียวจริงๆไม่ได้เลย เพลงมา!

https://www.youtube.com/watch?v=DdxnMgwCC8I

... เธอมีใครมาแทนที่ฉัน...และเขา ... ดีหรอเปล่า...

ตื่นค่ะ !!! นี่เราอยู่ที่ไหนคะ!
เรางงว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของประเทศ 555 พอเปิด google map ดูจุดหมายปลายทางที่จะไป อ้าว ก็ไม่ได้ไกลแฮะ
พอใกล้ถึง ก็เดินไปนั่งกับคนขับและกระเป๋าข้างหน้า (จริงๆถ้าเป็นโรงแรมดังๆบอกเค้าได้เลย ถ้าเคารู้เค้าจะจอดให้ได้เลย)  เพื่อคอยบอกเค้าว่าจะให้หยุดให้เราตรงไหน แล้วก็เคาท์ดาวน์ให้คนขับ
100 เมตรจอดนะพี่
...50 เมตร
...30 เมตร

"พี่ๆๆๆๆ จอดเลยๆๆๆตรงป้ายนั้นเลยๆๆๆๆๆๆ"
"ถ้าจะกลับภูเก็ต ข้ามถนนไปรอฝั่งนู้นนะน้อง"
"เคค่าาา ขอบคุณค่าาาาา"

"อ๋อ นี่เองหรอ ทางเข้า The Oasis Khaolak Resort "




วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ความแตกต่างของ Entrepreneurship, Entrepreneur และ Startup

ความแตกต่างของ Entrepreneurship, Entrepreneur และ Startup

Entreprenuership จากงานวิจัยของ Jeffrey A. Timmons และได้รับการพัฒนาต่อโดย Stephen Spinelli Jr. ได้ให้คำนิยามไว้ว่า
“ Entrepreneurship - a way of thinking, reasoning, and acting that is opportunity obsessed, holistic in approach, and leadership balanced for the purpose of value creation and capture.” นั่นคือ “ความเป็น’’ผู้ประกอบการ คือ วิธีการคิด,ให้เหตุผล และการแสดงออก ที่ ชอบแสวงหาโอกาส,  วิธีการแบบองค์รวม และการรักษาสมดุลของความเป็นผู้นำ เพื่อการสร้างและการเก็บเกี่ยวคุณค่า ดังนั้น Entrepreneurship จึงเป็นคุณสมบัติ นิสัย วิธีคิด หรือ Mindset ที่ใครก็สามารถมีได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีกิจการเป็นของตัวเอง เช่น ผู้ที่ทำงานในระบบราชการหรือเป็นพนักงานบริษัท หากมีความเป็นผู้ประกอบการหรือคุณสมบัติดังกล่าวก็จะสามารถสร้างคุณค่าใหม่ๆให้กับงาน เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ โดดเด่น สร้างความก้าวหน้าให้องค์กรและสังคม
ส่วน คำว่า Entrepreneur จากนิยามของ Schumpeter คือ One who creates new products process,inputs,markets, or organization  นั่นหมายถึง ผู้ประกอบการที่เป็น “คน” ที่สร้างผลิตภัณฑ์ กระบวนการ สิ่งที่ป้อนเข้าไป(input),ตลาด หรือองค์กรใหม่ๆ  ไม่ใช่ “วิธีคิด” เหมือน  Entrepreneurship และยิ่งชัดเจนขึ้นหากอ้างอิงนิยามของ Gartner ที่กล่าวว่า “One who creates a new venture” นั่นคือ ระบุชัดว่าต้องเป็นคนที่เป็นสร้างธุรกิจขึ้นมาใหม่
และสุดท้าย Start up จากคำนิยามของ Eric Ries ผู้เขียนหนังสือ  "The Lean Startup” กล่าวว่า "A startup is a human institution designed to deliver a new product or service under conditions of extreme uncertainty." นั่นคือ Start up เป็น “สถาบัน” ของมนุษย์ทีถูกออกแแบบมาเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆหรือบริการใหม่ๆ ภายใต้เงื่อนไขของความไม่แน่นอนอย่างมาก และยังเสริมด้วยว่า บริษัทหนึ่งๆสามารถเป็น Startup ได้ไม่ได้เกี่ยวกับขนาด ภาคอุตสาหกรรม หรืออายุของบริษัท ซึ่งตรงกับนิยามของ Steve Blank ที่ไม่ได้กล่าวถึงอายุหรือขนาดของบริษัทเช่นกัน แต่กล่าวว่า  "A startup is an organization formed to search for a repeatable and scalable business model."  นั่นคือ startupเป็น “องค์กร” ที่ก่อตั้นขึ้นเพื่อค้นหา business  model ที่ทำซ้ำและ scale หรือเติบโตได้อย่างรวดเร็วในระดับโลก


ดังนั้น Entrepreneurship คือ “วิธีคิด” ที่ใครๆ อาชีพใด ก็มีได้ ส่วน Entrepreneur คือ ”ตัวบุคคล”ที่มีคุณสมบัติหนึ่งๆ ที่ในหลายๆนิยามระบุว่าเป็นบุคคลที่เป็น “ผู้ก่อตั้ง(create) ธุรกิจ” ส่วน start up เป็นการกล่าวถึง”องค์กร” ทางธุรกิจประเภทหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะของวิธีการคิดในการก่อตั้งองค์กร การจัดการองค์กรและการวางแผนเติบโต
ตามนิยามแล้ว entrepreneur อาจจะเป็นผู้ก่อตั้งองค์กรประเภท Startup หรือไม่ใช่ Startup ก็ได้  โดย Steve Blank ยังเพิ่มเติมอีกว่า ธุรกิจ Lifestyle หรือธุรกิจขนาดเล็ก (small business) เกิดขึ้นโดย “คนธรรมดา” คนที่ทำ Startup เป็นคนบ้าๆบอๆ (Insane) เป็นผู้ก่อตั้งกิจการ (founder) ที่ตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วพูดว่า  'I don't just want to be self-employed. I want to take over the universe. I want to change the world.'’ นั่นคือ  ไม่ใช่คนที่แค่ต้องการเป็นนายจ้างตัวเองเท่านั้น แต่ต้องการครองจักรวาล ต้องการเปลี่ยนโลก
จะเห็นได้ว่า  Entrepreneur,คนที่มีีความเป็น Entrepreneurship และ Start up founder อาจจะมีคุณสมบัติร่วมกันหลายประการ แต่บทบาทหน้าที่ในองค์กรหรือสังคม,Motivation นั้นมีความแตกต่างกันไป   

วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560

สงสารคนโกง

นั่งๆคิดอยู่เรื่องปัญหาการโกง/คอร์รัปชัน ถ้าเราลองมองปัญหานี้ผ่าน Social Lean Canvas มองมันเเบบ Entrepreneurial 55555 #กระแดะมาก และคิด base บนสมมติฐานที่ว่า มนุษย์ไม่ได้อยากกระทำความผิดเพื่อให้ตัวเองเสี่ยงกับ trouble ใดๆหรอก (ยกเว้นว่าเกิดมาแล้วจิตผิดปกติอะนะ)
ถ้ามองผู้กระทำความผิดเป็น customer หรือเป็นกลุ่มคนที่เราสนใจจะไปช่วยแก้ไขปัญหาให้เค้า >> early adopter ก็ว่าไปตามแต่ละ segments ของประเด็นย่อยในการคอร์รัปชัน
ปัญหาเค้าคืออะไร
แล้ว existing alternatives ที่เค้าลือก มันคืออะไรบ้าง มัน Serve อะไรเค้ายังไม่ได้ หรือได้ไม่ดี
Value proposition ที่เค้าอยากได้จริงๆคืออะไร มัน Unique และทำได้ดีกว่า existing alternatives ยังไง
แล้ว Solution ที่ออกแบบจาก Value proposition ที่ช่วยแก้ไขปัญหานั้นๆคืออะไร
ถ้าเรา Focus วิธีคิดแบบนี้ วิธีการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันจะเปลี่ยนไปมาก และคิดว่า มันจะไม่ใช่องค์กรที่ทำงานต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเดียวเท่านั้นที่ต้องมา involve คิดว่าต้องมี Collaboration ขนาดใหญ่เกิดขึ้น และต้องพลิกอะไรหลายอย่างมาก
เช่น ถ้าเราจะแก้ไขปัญหาเรื่องเด็กโกงข้อสอบ ทั้งๆที่เด็กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นมองว่าการโกงไม่ดี เข้าใจว่าการคอร์รัปชันไม่ดี แเสดงว่า awareness มีแล้ว แต่ติดระบบบางอย่าง
ก็ควรจะไปดูว่าเด็กมันมีปัญหาอะไรทำไมต้องโกง (โกงข้อสอบมันลำบากนะเว้ยยยยยยยยย คนปกติที่ไหนจะไปอยากโกง) เช่น เค้าถูกตีคุณค่าจากคะแนนสอบ หรือระบบการศึกษาที่มีข้อสอบสำหรับคนกลุ่มเดียวที่ถนัดแบบที่ในห้องเรียนสอน เป็นต้น ทำใหเค้าต้องพยายามทำในสิ่งที่ไม่ถนัด ไม่ชอบ แข่งกับคนที่เค้าถนัด เค้าชอบ หรือเปล่า?? เค้าเลยต้องโกงเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตต่อไปได้
ทีนี้การแก้ไขการโกงแบบนี้มันก็ไม่ใช่เเค่ว่าจะไปทำกระดาษคำตอบให้มันซับซ้อนมากขึ้น หรือจะจ้างคนคุมสอบโหดๆมา มันก็ะแก้ไขปัญหาได้แค่ผิวๆ ซึ่งเดี๋ยวก็หาวิธีโกงอื่นได้ เพราะปัญหามันไม่ได้อยู่ที่กระดาษคำตอบ หรือไม่ได้อยู่ที่คนคุมสอบไม่เข้มงวด มันดราม่ากว่านั้นมาก
คนที่จะแก้ไขปัญหาเด็กโกงหลักๆ จึงไม่ใช่โครงการโตไปไม่โกง 5555 แต่เป็นกระทรวงศึกษาหรือใครก็ตามที่เกี่ยวข้องในระบบการศึกษาที่จะทำให้ระบบการศึกษาสมเหตุสมผลมากกว่า
คือกำลังจะบอกว่า โกงก็ผิดนะ แต่เป็นความผิดแบบถูกบังคับให้ทำ ดรามา่าเหี้ยๆ และคนที่คิดว่าตัวเองไม่ผิด อาจจะเป็นสาเหตุเลยก็เป็นได้
เรื่องอื่นๆก็เช่นกัน ติดสินบน ข้าราชการโกง บลาบลา
เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือมีเพิ่มเติม พลีสคอมเม้น