วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ผลึกจากคนมารยาทแย่ในโรงหนัง

หายไปทั้งวัน ยินดีต้อนรับเข้าสู้ช่วง มีเรื่องแล้วค่ะหมวด ( ยาวมาก แต่ก็เป็นการตกผลึกที่เราดีใจที่ได้เรียนรู้ )
มะกี้ เราไปดู warcraft กับพ่อที่ EGV โคราช หนังโอเคนะ แต่ไม่ฟินเท่าไร แต่ซีจีสวยมากกกกกกก
ก่อนยืนสรรเสริญแปปนึง ก็มีกลุ่มคนเข้ามานั่งแถวด้านหน้า 4 คน เรานั่งแถว A เค้านั่งแถว B เป็นสาวปภ 2 2 คน ผู้หญิง 2 คน ( ถ้ามองไม่ผิดน่าจะเป็นผู้หญิง )
มาถึง ก็นั่งขยุกขยิกๆๆๆ หัวโผล่ขึ้นมาสูงมาก พอหนังเริ่มสักพัก กะเทยคนที่นั่งเยื้องไปด้านซ้ายของเรา ก็เอาโทรศัพท์ แสงจ้ามาก ขึ้นมาคุยแปปนึง ( ทั้งๆที่หนังโฆษณาให้ปิดมือถือเพิ่งผ่านไปไม่นาน )
แล้วกะเทยคนที่นั่งไปทางขวา เนื่องจากมีที่นั่งว่าง 3 ที่ นางก็เอาที่กั้นมือออก และนอนยาวบนเก้าอี้ 3 ตัว โดยที่มีเท้าโผล่ขึ้นมาบนเบาะตัวริมสุด
สักพักก็นั่งขยุกขยิกไปๆมาๆ ทั้งสองคน ส่วนผู้หญิงไม่รู้ เพราะนั่งไกลออกไป
จากนั้นก็เอาถุงก๊อบแก๊บ ( เท่าที่เห็น คิดว่าเป็นถึงก็อปแก๊ป ) ที่มีขนม ขึ้นมากิน เสียงสวบสาบๆ ระหว่างสาว 2 ทั้ง2 คน โยนกันไปกันมา ในระดับสายตาเรา และคนที่นอนเหยียดก็ลุกขึ้นมา กินน้ำ แล้วเขย่าแก้วน้ำเสียงดังมากๆ หลายครั้ง และคุยกันบ่อยมากๆๆๆ
ที่พีคคือ เนื่องจากเก้าอี้ออกแบบเป็นสโลป เพื่อไม่ให้หัวคนข้างหน้า ไปบังคนข้างหลัง เราเคยเห็นคนสูงมากๆนั่ง ถ้านั่งปกติ หัวจะไม่บังคนข้างหลัง แต่คนที่นั่งเยื้องไปทางซ้ายของเรา ตัวเล็ก สูงประมาณ 161-162 หรืออาจจะไม่ถึง กลับนั่งหัวสูงมาก สูงจนบังจอเราได้ ทั้งๆที่นั่งเยื้องกันไป 1 เก้าอี้ เราต้องเอนตัวไปทางขวา เพื่อหาช่องว่างในการดูหนัง ถ้าโชคร้ายมีคนมานั่งข้างๆเราวันนี้ เราก็จะได้ดูหนังที่มีหัวคนครึ่งจอบังไปตลอด คือเค้านั่งยังไงไม่รู้ แต่เอียงตัวไปข้างหน้าตลอดเวลา >> "ตลอดเวลา"
ย้อนกลับไปตอนที่เรานั่งเก้าอี้สโลปดูละครที่บอร์ดเวย์ นิวยอร์ก เราจำได้ว่ามันคือเรื่อง phantom of the opera เราไม่เคยดูหนังมาก่อน และตอนนั้นเราฟังภาษาอังกฤษไม่ออกเลย ร้องเป็นโอเปร่ายิ่งงง เราเลยเบื่อ เผลอนั่งเท้าคาง เอนหัวไปข้างหน้า ฝรั่งข้างหลังเราก็สกิด บอกเราว่า นั่งแบบนี้ไม่ได้ มันจะบังเค้า เราตกใจเพราะเราไม่เคยสังเกตุมาก่อน และหันไปขอโทษ และไม่ทำอีกเลย
เราเลยคิดว่า เค้าอาจจะไม่รู้ เหมือนตอนนั้น ที่เราไม่รู้
เราเลยสะกิดเค้าพูดว่า "พี่คะ ถ้าพี่นั่งแบบโน้มตัวไปข้างหน้าตลอดเวลา มันจะทำให้หัวพี่บังคนข้างหลังค่ะ "
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เค้าทำหน้าโกรธ แล้วหันมามองหน้าเรา หลายวิมาก แต่เราก็เฉยๆ
พอหนังจบ เค้ายืนรอเราที่หน้าโรงหนัง รอคนออกไปก่อน และโวยวายว่า เราว่าเค้าทำไม มีปัญหาอะไร เราก็อธิบายโครงสร้างเก้าอี้ แล้วบอกว่าถ้านั่งแบบนั้นมันจะบังหัวคนข้างหลัง
เค้าก็พูดเสียงดังและดุโกรธมาก ว่า "ก็พี่เมื่อยอะค่ะน้อง" บลาบลาบลา อะไรไม่รู้เรา งง มาก แถมท้ายด้วยพูดว่า ไม่ได้ดูที่บ้านนะคะ จะได้นั่ง อะไรสักอย่างซัมติงๆ เราก็ งงๆ ว่าตรรกะอะไรวะ กู งง เเล้วพ่อเราก็เข้ามาห้าม กลัวมีเรื่อง เราก็เลยบอกว่า " ถ้าเมื่อย ก็ขยับตัวได้นะคะ แต่นี่คือ พี่ทำตลอดเวลา "
เเล้วเค้าก็พูดต่อว่า ทำไมน้องไม่พูดดีๆคะ ... เราก็ งง ซ้ำอีกว่า เราพูดไม่ดีตรงไหนวะ ? ก็เลยตอบไปว่า "มะกี้ที่บอก ก็กระซิบบอกเบาๆ พูดดีๆนะคะ ไม่ได้ว่าอะไรเลย " เค้าก็สตั๊นไปแปปนึงประมาณ 2 วิ ห้าๆๆ แล้วก็พูดอะไรไม่รู้ เสียงดังๆ เราก็ขึ้นนิดนึง ว่า อ้าว มาแบบนี้อีกละ เสียงดังสู้ ทำได้แค่นี้จริงๆ หรอวะ
พ่อเราก็เลยกันเราออกมา ... คือเราไม่ได้อยากต่อยกับเค้านะ เค้าท่าทางเอาเรื่องมาก แต่เราไม่รู้สึกอะไรเท่าไรเพราะเค้าตัวเล็กกว่าเรามากด้วยมั้ง ห้าๆๆ แต่ถ้าเค้าตบเราไม่ตบกลับนะ ( แต่ถ้าเป็นหนังโปรดแบบ start trek อาจจะอีกเรื่องนึง ห้าๆๆ )
เราไม่โกรธด้วย จริงๆนะ เราเเค่หงุดหงิดและ งง มากๆ กับคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ เเละแปลกใจมาก เราเจอกับตัวเองก็บ่อย เห็นคนอื่นเจอก็บ่อย
พ่อบอกเราว่า ทีหลังปล่อยๆไปเหอะ ... มันทำให้เรารู้สึกขัดแย้งนะ เราเกิดคำถามขึ้นว่า เมื่อไรที่เราควรจะปล่อย เมื่อไรที่เราควรจะพูด ... นั่นเป็นสิทธิ์ของเราไม่ใช่หรอ เขาเอาสิทธิ์เราไปไม่ใช่หรอ
ถ้าเราเงียบไปไม่ว่าอะไรเค้า แน่นอน เราก็ไปมีชีวิตของเรา เขาก็จะไปมีชีวิตของเขา ... แต่เราก็เหมือนคนขลาด คนที่อยู่เฉยๆ เมื่อเจออะไรที่ไม่ถูกต้อง แล้วมาบ่นก่นด่าเขาในสังคมของตัวเองหรือให้เพื่อนตัวเองฟัง โดยไม่มีอะไรดีขึ้นมาเลย
เราพูดออกไป อย่างน้อย เขาไม่ยอมรับตัวเองในตอนนี้ แต่เขากลับไปคิดถึงมันแน่นอน และมีแนวโน้มว่ามันจะสะสม ให้เขาเรียนรู้ หรือให้สังคมเรียนรู้อะไรบางอย่างก็เป็นได้ แต่มันอาจจะต้องแลกมาด้วยเวลาของเรา ... ดีไม่ดีอาจจะเเลกด้วยอะไรที่มากกว่านั้น .... แถมยังการันตีผลไม่ได้ด้วย เพราะใครจะไปเปลี่ยนใครได้ นอกจากตัวเค้าเอง เค้ามีสิ่งแวดล้อมของเค้า เราจะเข้าไปได้มากแค่ไหนกัน
เราไม่โกรธเค้าเลยนะ เรากลับเกิดคำถามมากกว่า ว่านอกจากยอมรับที่จะอยู่ในสังคมแบบนี้ต่อไป เราควรจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร
คำถามแม่งก็เพิ่มมาอีกว่า ถ้ามองในภาพใหญ่ เวลาเราเจอเรื่องไม่ดีในสังคม เราควรจะเดินหน้าสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงมัน เพื่อลูกของเรา หลานของเรา หรือเราควรจะหนีไปอยู่ที่ที่เราคิดว่าเหมาะกับเรามากกว่า และลูกหลานของเราก็ไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้เหมือนกัน
เรานึกถึงหน้าคุณยายคนนึง เธอเป็นนักอนุรักษ์ ทำงานกับลิงอุรังอุตัง ท่าเคยสอนไว้ว่า อย่าปล่อยให้ความหยาบกระด้างของคนอื่น มาทำลายความอ่อนโยนของเรา
เราก็นึงถึงอีกคำพูดนึงของโรนัลด์ เรย์แกน ว่า ."We can't help everyone, but everyone can help someone "
เราก็เลยได้คำตอบว่า โอเค เราจะไม่ปล่อยให้ความโกรธหรือความเกลียดหรือความไม่รู้ของคนที่เราเจอ มาทำลายความรู้สึกดีๆที่เรามีให้กับสังคมนี้ ซึ่งเราเชื่อว่ามีสิ่งดีๆมากกว่าสิ่งชั่วๆ เราไม่ใช่โลกสวย แต่เราคิดว่ามันเป็นกลไกที่ทำให้สิ่งมีชีวิตอย่างเราอยู่รอด
แล้วเราจะเลือกทำหน้าที่ของเรา โดยวางใจให้ถูกที่ เราจะไม่คิดอีกต่อไปว่าเราจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เหตุผลง่ายๆมากเลย เพราะในโลกความจริงเราทำไม่ได้ เราไม่สามารถพูดเพื่อเปลี่ยนแปลงพี่กะเทยคนนั้นได้ เขาเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เราก็เช่นกัน ไม่มีใครมาเปลี่ยนเราได้ นอกจากเราเอง
ดังนั้น ที่เราทำได้คือ หาที่ที่เราอยู่แล้วมีความสุข ปลอดภัย เพิ่มพลังของเรา แล้วทำหน้าที่ของตัวเองไปอย่างเต็มที่ ไม่ว่าหน้าที่นั้นจะเป็นอะไร ถ้ามันทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย มันจะสร้างสิ่งแวดล้อม เป็น ecosystem เป็นลูกโซ่ต่อๆไปเอง และในที่สุด ลูกหลานของเราแท้ๆ หรือลูกหลานของมนุษย์และสัตว์อื่นๆ ก็จะได้รับ impact นั้นไปเอง ที่สำคัญคือต้องมีหลายๆคนช่วยกัน และเราก็เห็นว่ามีหลายๆคนช่วยกัน แถมว่ากองทัพของคนแบบนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่
มันคือการทำหน้าที่เป็นฟันเฟือง เหมือนสัญลักษณ์ของคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่สอนเราอยู่เสมอนั่นแหละ และแม้อาจารย์ป๋วยจะเคยบอกว่า การเพิกเฉยกับความชั่วร้ายคือความชั่วร้ายในตัวมันเอง แต่แกก็บอกด้วยว่า ทำงานกับคนต้องมีทั้ง"ศาสตร์"และ"ศิลป์" ในการรับมือ ห้าๆๆๆ แม่งโคตรจริง
รู้จักปล่อยไปซะบ้าง หาทางออกให้ตัวเอง หาที่ของตัวเอง ชีวิตของเรา มีค่ามากกว่าจะเสียไปกับอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์ แม้ว่าเราอาจจะยังไม่เจอในตอนนี้ ก็มองหาไปเรื่อยๆ หาวิธี ที่"แยบยล"กว่าการสร้างความเกลียดชังให้กับตัวเองและคนอื่น อาจจะมีบ้างที่ต้องออกไปเผชิญหน้า แต่ก็รักษาสมดุลของตัวเองให้ดี เหมือนคุณหมอแลง ในเรื่อง high-rise ทั้งหมดนี้ยาก เป็นเรื่องหน้างานทั้งนั้น ต้องฝึก
ตอนนี้เราก็ยังนึกไม่ออกเท่าไรว่าเราจะหาทางออกให้ตัวเองได้ยังไง อยากจะย้ายไปอยู่ ตปท ก็ไม่รู้ว่าจะดีไปกว่ากันหรือเปล่า
เริ่มจากซื้อแอคเค้าท์ Netflix ก่อนแล้วกัน

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

who is the EVIL ?


http://morning-news.bectero.com/m/main.php?m=newsdetail&cname=share-of-the-day&nid=79742

According to the news.

When I was a kid(about 10). There was an orphan in my class.He lived in a temple and has a lot of problem .He was the oldest one in school because his learning skill was so slow and lack of attention.
One day.In the end of the day, there were just few of students left at school ( I was waiting for my dad who is a teacher at the school) and for some reason he came to me and tried to " bully" me.
Yes! I mean ... Me? haha nobody wants to mess with me at the time. I was like the strongest girl in the school /my father is a teacher / I was a school team captain and I have no fear about boys.(Think about Giant in Doraemon but with GPA 4.00 and good back up ).So it made me so angry when someone DARE enough to shit on me .
He started it by talk trash on my parents and try to punch me. I don't remember what exactly I did but I think I walked to him and kick him or something and I shout out very loud right in his face . It turns out the lesson that I will never forget how evil I was.....
" You are stupid you can't even read. You has no parents.Nobody loves you.You are not wanted like a waste that your parents leave you at the temple. stupid orphan!! "
The last words were loud enough and my class teacher could hear it . ( She's so much like Prof. Mcgonagall ) She ran out of the room and called both of us to see her at the room immediately.
She talked to the boy very shortly. I don't remember what did she say but she let him go first and then turned to me.I was soooooo angry and said " He started it !!!! It was not my fault"
She said to me " no matter who started this.You have no right to talk to people or call them like that.It shows your evil side instead and insulting words could not be used to win over something or solved any problem.It was not his fault to be born like that".
My parents said the same thing to me. I was still so angry and didn't understand at the time. I thought it is his fault and no matter how he was born he has no right to talk trash to me either.
But when I grow up I realize that if kids have aggressive behavior there's always some reason behind and it's not their fault.The boy who started the fight in this video might have serious problem more than the boy he punch and hiding some pain in his mind.The thing that teacher should do is not punish him but to find the root cause and solve it not to make it bigger. Social media should not judge the boy like that. You'll never know how painful and pathetic it is to become an evil.
The worse thing I found in this video is the student who record this video and post it on facebook for fun and those students who are standing around doing nothing.We are growing a generation of ignorant and coward and that's the real attitude of evil.

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

สังคมออแกนิค

มันเริ่มจากการที่เราสนใจอยากอ่านหนังสือเด็กน้อยโตเข้าหาแสง ...

คือพักใหญ่ๆมาแล้ว เราเริ่มอินกับว่าความคิดของเราเองและของคนอื่นอีกจำนวนมากว่า การพัฒนาคนสำคัญมากๆๆๆ ถ้าเราใส่ใจเด็กๆสุดๆ เราอาจเปลี่ยนประเทศได้ภายใน 20-30 ปี แล้วเปลี่ยนแบบยั่งยืนมากด้วย
เพราะคนคือต้นเหตุของทุกอย่าง ซึ่งสังเกตุจากการที่ได้มีโอกาสนำเวิร์คชอป root cause analysis บ่อยมากๆ ทุกปัญหาที่เกิดขึ้น โยงมารากปัญหาสุดท้ายที่คนทั้งนั้นแหละ ซึ่งเราก็รู้ๆกันอยู่แล้ว
ทีนี้คำถามคือ จุดไหน คือจุดที่น่าสนใจ ระหว่างเด็กที่จะเปลี่ยนไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ กับผู้ใหญ่ที่ไม่มีคุณภาพ

เราอ่านข่าวเด็กวัยรุ่นฆ่าชายพิการ แล้วเราเศร้า
เราเศร้ากับการสูญเสียบุคคลที่น่านับถือ และที่เศร้ากว่า คือจินตการไม่ออก ว่าเราต้องมีความเกลียดชังอัดอยู่ในหัวใจมากขนาดไหน ถึงกล้าฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมและไม่รู้สึกรู้สำนึกอะไร
เด็กแบบนี้มีจำนวนมากจนน่าตกใจเลยนะ เด็กที่ไม่รู้สึกว่าชีวิตคือความงาม จะให้ลงโทษประหาร ก็น่าจะประหารทั้งสังคมนี่แหละ ที่ทำให้สิ่งแวดล้อมมันสกปรก

จุดต่างระหว่างเราที่พอจะมีโชคดีอยู่บ้างกับเขาที่หลงทาง มันคือะไรกันแน่

เหตุการณ์นี้ผู้ต้องหาเป็นลูกตำรวจ เราเป็นหลานตำรวจ เคยใช้เวลาซัมเมอร์ไปอยู่กับลุงกับป้าที่บ้านพักตำรวจกลางดง
มีพี่ชายลูกตำรวจคนนึง ชื่อพี่อุ๊ นางดูแลเราดีมากกกกก พาเราตกปลา ขี่จักรยาน เล่นซ่อนหา สอนเล่นโยโย่ เตะบอลก็ให้เล่น ทั้งๆที่พี่ชายแท้ๆเรามันกีดกัน 55555 เรารถล้มข้อนิ้วเคล็ดนางก็ประคบให้
พอห่างกันไปหกเจ็ดปี รู้ข่าวอีกที นางเข้าคุกไปแล้ว .... มีคดีข่มขืนหรือยาบ้าที่ไหน ต้องมีนางที่นั่น
ส่วนพี่ชายเราที่เป็นลูกตำรวจเหมือนกัน แต่นิสัยตอนเด็กแย่กว่าพี่อุ๊ 5555 เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมคล้ายกัน ตอนนี้กลายเป็นหมอที่มีความฝันว่าอยากรักษาคนชนบทให้มีคุณภาพและไม่แพง อีกคนกลายเป็นทหารที่โคตร gentleman และอีกคนกลายเป็นตำรวจที่น่ารัก แบ๊วๆ ใสๆที่สุดในโลก 5555

อะไรนะ อะไรคือการเปลี่ยนแปลงนั้นที่มนุษย์ต้องพบเจอในช่วงสำคัญที่สุดของชีวิต นั่นคือวัยเด็ก

เเล้วเราจะเข้าไปเป็นคนสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ยังไง

เครื่องมืออะไรที่เหมาะสม

เราเคยคุยกับเพื่อนเยอรมันเรื่องที่เยอรมันมีการพัฒนามนุษย์ที่น่าสนใจมาก คนมีประสิทธิภาพที่สุดในโลก เพื่อนบอกว่า เรา ไม่ได้มีวินัยมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษและเกิดอย่างธรรมชาติขนาดนั้น ก็เป็นคนเถื่อนธรรมดา แต่เราออกแบบสังคมที่อยากได้ของเราเอง เราวางแผนพัฒนาและกำหนดให้มันเป็นแบบนั้น มันไม่มีความ perfect ในสิ่งใดๆทั้งสิ้น แต่เวลาไม่ถึง 80 ปี มันแค่ generation เดียวเองนะ เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ....
ตอนนี้ประเทศเรากำลังมีคนช่วยกันต่อสู้เรื่องต่างๆอยู่มากมาย
ถ้าการพัฒนามนุษย์เป็นไปได้ดี ก็เหมือนกับเราช่วยทุกคนต่อสู้ และทำให้สิ่งที่เขาสร้างกันมามันไม่สูญเปล่า
มันจะยั่งยืนได้จริงๆ สักที โดยไม่ต้องพึ่งกลไกอะไรเลย

สังคมคนออแกนิคน่ะ ที่เราฝัน 

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559

พาแม่เที่ยว ฮ่องกง(+สวิต/อิตาลี) ตอนที่ 3 - กรุงเทพ ฮ่องกง : โรงแรมไกลชิบหาย


ฮ่องกงคงจะเหมือนกับที่อื่นทุกๆที่แหละ ที่มักจะถูกจริตกับใคร หรือ ไม่ถูกจริตกับใคร ก็แล้วแต่ลางเนื้อชอบลางยา

อย่างอินเดียเนี่ย บางคนไปแล้วก้ไม่อยากไปอีกเลย แต่บางคนไปแล้วยิ่งติดใจ เอาอีกๆๆ สำหรับอินเดีย เรารู้เลยว่าเราไม่น่าจะชอบเเน่ๆ

ญี่ปุ่น เราว่าเราต้องชอบมากๆ แต่พอไปแล้วกลับไม่ได้ชอบขนาดนั้น

ที่ที่ก่อนไปคิดว่าต้องชอบ แล้วพอไปจริงๆแล้วชอบ  คือเชียงดาว เชียงใหม่ ไทยแลนด์

ส่วนฮ่องกงนี่ไม่รู้เลยแฮะ ... ว่าจะเป็นยังไง ... ต้องลองไปดู

การนั่งเครื่องบินครั้งนี้จะเป็นบินระหว่างประเทศครั้งแรกของแม่ นางก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลย  เราออกจากบ้านตั้งแต่ห้าทุ่มนิดๆ ถึงเซ็นทรัลบางนาตอนตีสองกว่าๆเพื่อแวะหาเจ้กิฟท์ ที่เราฝากแลกเงินยูโรไว้ 100,000 นึง ( ได้มา 2700 ยูโร ) แล้วก็ขึ้นทางด่วน ตรงไปดอนเมือง
พ่อกับลุงข้างบ้านที่มักจะให้ช่วยขับรถบ่อยๆเป็นคนมาส่ง พ่อไม่ได้กลัวเครื่องบิน แต่ไม่ยอมไปด้วยเพราะเสียดายตังและขี้เกียจเดดินเที่ยว  (แถมหลังจากที่ขึ้นเที่ยว กทม - ภูเก็ต แล้ว ก็เกิดอาการขยาดทัวร์จีนบนเครื่องบินขึ้นมาดื้อๆ ห้าๆๆๆ)





ถึงดอนเมืองตีสามกว่า เช็คอิน ดรอปกระเป๋าเรียบร้อย ก็หาที่นอนเรื่อยเปื่อย

สองแม่ลูกมองหน้ากันไปมา แล้วก็เห็นตรงกันว่า ไม่รู้สึกว่าจะไปยุโรปเลย รู้สึกว่าจะไปเชียงใหม่มากกว่า รึเปล่าแว๊
อาจจะเป็นเพราะเราไม่มีช่องว่างให้เตรียมตัวมากนัก ทั้งสองคนเคลียร์งานเสร็จคืนวันที่ 1 จัดกระเป๋าเสร็จตอน 4 ทุ่ม แล้วห้าทุ่มก็ออกเดินทาง ... ขุ่นพระ .... กุจะเอาเวลาไหนไปตื่นเต้น



เรานั่ง air asia ไฟลท์  6.35 ถึงฮ่องกง 10.15

แม่เหยียบแผ่นดินต่างประเทศครั้งแรก ไม่นับลาว

ลงเครื่องแล้วก็ผ่าน ตม  ( เจอดีเจนุ้ยด้วย จริงๆชอบนางมาก แต่ไม่กล้าทัก เพราะอาจจะมาส่วนตัว) เป็น ตม ที่ unfriendly ที่สุดที่เคยมีประสบการณ์มา ห้าๆๆๆ รู้สึกเสียวๆนิดๆละ จากนั้นก็ไปซื้อบัตร octopus แล้วก็นั่งรถบัส ไปขึ้นรถไฟ ตรงไปยังโรงแรม 

โรงแรมที่พักชื่อว่า mini hotel central อีนี่ก็จองไปลืมอ่านรีวิว ห้าๆๆ ไปถึงแล้วช็อคสัสสสส คือใกล้สถานีรถไฟใต้ดินนะ แต่นั่นคือการกระจัดนะ ห้าๆๆ ต้องเดินขึ้นเนิน ไกลมากกกกกก ไม่สะดวกลากกระเป๋าด้วยเพราะเป็นขั้นบรรได ไปถึงทางขึ้นโรงแรมต้องเดินขึ้นบรรไดอีก สูงมากกก ยังกะดอยสุเทพ อีดอก! 


อันนี้คือถ่ายหลังจากไปเดินเล่นมาแล้ว 
ไปฮ่องกงก็ ไม่ได้ไปไหนเยอะ เพราะกะแค่มาเป็นทางผ่าน และ*ส่วนตัว* ไม่ชอบ ฮ่องกง ห้าๆๆ อันนี้แล้วแต่คนจริงๆจ้าาา แต่ก็เป็นเมืองที่น่ารัก น่าสนใจ มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องหลายเรื่องที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะคนที่ทำงานวนเวียนในแวดวงต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างเรา จะรู้ดีว่าฮ่องกงเป็นหนึ่งในโมเดลที่สู้กับคอร์รัปชั่นได้ดีอันดับต้นของเอเชีย 
ที่ที่ไปคือ เดินเล่นแถวโรงเเรมนั่นแหละ วนไปวนมา ไปหาของกินที่ร้านสะดวกซื้อ ไปขึ้น victoria peak ไปอ่าววิคตอเรีย ดูแสงสี ไม่ค่อยตื่นเต้น 
ตอนขึ้น victoria peak คือกลัวมากกกก ห้าๆๆๆ ไม่คิดว่าเวลาอยู่บน tram ตัวเองจะกลัวความสูงกลัวความชันขนาดนี้ แต่ไม่ชอบเลย ต้องต่อเเถวรอขึ้นนานมากๆ และโดนคนแซงเยอะมาก โดนเบียด โดนหลายอย่างมาก คือเจอคนทะเลาะกันด้วย น่าจะเกิดขึ้นทุกวัน เพราะคนตรงนั้นไม่มีระเบียบวินัยเลย แถมยังมีอารมณ์รุนแรงและหน้าด้านมาก ไม่มีความ friendly หรือแคร์เวิร์ลเลย  เป็นอีกเหตุผลนึงที่ทำให้ไม่ชอบฮ่องกงเท่าไร 
เราไม่เคยเห็นด้านอื่นของฮ่องกงนะ อยากไปเที่ยวอีก นานกว่าครั้งนี้ เพื่อไปเรียนรู้จริงๆ ว่าเค้าเป็นยังไง เราเชื่อว่าจะเป็นประเทศที่น่ารักมากแน่ๆ 


จากโรงแรมเราเดินไปสถานีแทรมได้ แล้วนี่ก็คือภาพบน victoria peak 



5555 รู้กัน 


คนรอขึ้น tram ไป victoria peak เยอะมากกก รอเป็นชั่วโมงกว่าๆ  ข้างๆมีที่ให้ขึ้นรถ big bus ไปเที่ยวรอบเมืองด้วย มีแก๊งนักกีฬาจากฮอลแลนด์เดินไปเดินมาด้วย ดีงามมาก ห้าๆๆ




จริงๆเป็นเมืองที่มีศิลปะซ่อนอยู่หลายๆที่เลยนะ 
บ้านเรื่อนทำให้นึกถึงหนังฮ่องกงเก่าๆเลย เมืองเป็นภูเขา มันจะชันมาก เลยนึกถึงพี่น้องชาวเขาเรา สมัยก่อนบ้านเรื่อนแถวนี้คงจะเหมือนบ้านพี่น้องชาวเขา เป็นเนิน ต้องเดินขึ้น สมัยไปค่ายนี่จะเกลียดการเดินกลับบ้านมาก เพราะเหนื่อย ห้าๆๆ ทุกคนก็จะแย่งกันอยู่บ้านใกล้ๆ จะได้ไม่เดินเหนื่อย


รถรางมันชันจริงๆคุณผู้ชม ห้าๆๆๆ ตอนพีคสุดคือมีการหยุดรถด้วยจ้าาาาาา คนก็เต็มคัน ชันมากกกก มุม น่าจะน้อยกว่า 45 องศา ให้เดาตามความรู้สึก กลัวมากว่าล็อคจะหลุดแล้วรถทั้งคันก็ร่วงลงด้วยความเร็วแล้ว ... เอื้อออออ อย่าจินตนาการเลย  



ไปอ่าววิคฯ ไปดูแสงสีที่ยิงจากตึกต่างๆ คือ ไม่มีดนตรี มีแต่ตึกกับไฟแวบๆ เราไม่ชอบตึก แถมไม่ได้หาข้อมูลว่ามันทำไปเพื่ออะไรเราเลยไม่สนุกเลย เดินออกมาจากที่ดูแสง มาเจอน้องๆเล่นดนตรี แนวคล้ายๆของไทยเลย เวลาร้องออกมาฟังเผินๆนึกว่าเพลงไทย 



ถ่ายหลัง HSBC ( ถ้าจำไม่ผิด ) ฮ่องกงมีพื้นที่ให้คนมารวมตัวกันเยอะนะ ตามซอกซอย หลังตึก ริมอ่าว เยอะเลย เยอะกว่า กทม (เท่าที่เคยเห็น) คือไม่ค่อยเห็นสวนสาธารณะที่คนมาวิ่งๆออกกำลังกายอะ  แต่จะเห็นเป็นพื้นที่ออกมานั่ง พบปะ มาทำกิจกรรม ทำนู่นนี่กัน ดีมากๆ 


ไปหาติ่มซำเจ้าดังกินแถวศาลากลาง ปรากฏคนเยอะมากๆๆๆๆ เลยหนีลงมาหาอะไรธรรมดาๆกิน เจอร้านเป็ดย่างแบบ grab and go หรือนั่งกินในร้านก็ได้ ตรงข้ามเป็นอะไรสักอย่าง เปิดข้อมูลอ่านแล้ว ลืมไปแล้ว ห้าๆๆ  มีพี่น้องชาวพม่ามาทำกิจกรรมอยู่ด้วย 

นี่คือฮ่องกงครั้งแรกของเรา ได้แวะแค่วันสองวัน  ไม่ประทับใจเท่าไร แต่เราจะหาโอกาสกลับไปทำความรู้จักกับฮ่องกงจริงๆ ให้มากกว่านี้ให้ได้  แล้วจะกลับมาเขียนใหม่ ว่าไปรู้จักเผินๆ กับรู้จักลึกๆ มันต่างกันยังไง 

พาแม่เที่ยว ฮ่องกง(+สวิส/อิตาลี) ตอนที่ 2 - รีวิวสถานที่ซื้อเสื้อผ้า

ขุ่นพระ เราจะไปประเทศเมืองหนาว
เราไม่รู้อะไรเท่าไรเลย อ่านในกระทู้นู้นกระทู้นี้ก็จริง แต่ในความเป็นจริง ก็นยังนึกไม่ออกอยู่ดีว่ากำลังจะเผชิญกับอะไรกันแน่

15 องศาบ้านเค้าจะเหมือนบ้านเรามั้ย แดดมันจะเป็นยังไง ต้องใส่โค้ทแบบไหน  เวลาขึ้นเขาทางที่เหยียบหิมะไป จะเปียกมั้ย รองเท้าอะไรดี

แม้จะเคยไปอยู่อเมริกามาแล้ว 3 เดือน ที่ north dakota เจอทั้งน้ำท่วม หิมะตก พายุหิมะ หนาวจะตาที่เยลโลวสโตน ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าต้องเตรียมอะไรไปมากมายแค่ไหน

เลยตัดสิินใจว่า อะเคร เอาเสื้อธรรมดาไป เอาลองจอนไป เอาเสื้อ sweater คอเต่าไป แล้วก็ โค้ทกลางๆสักตัว รองเท้าผ้าใบ  2 คู่ ถุงเท้าสิบกว่า

แต่เรามีเวลาว่างทั้งสิ้น .... 1 วัน ในการชอปปิ้ง ห่านน จะหาทันมั้ย ห้าๆๆ

stop แรกเราไปที่แพลตตินั่ม เดินดุไม่ถึงชั่วโมง ตัดสินใจหนีเลย ไม่มีแบบที่อยากได้เลยสักร้าน ทั้งเสื้อผ้า เสื้อโค้ท กระเป๋า รองเท้า ไม่ใช่เลย
stop ที่สอง ไปเดิน MBK ได้ โค้ทมาหนึ่งตัว สวยดี ใส่อุ่น แต่ไม่หนาเกินไป เป๊ะมาก จำยี่ห้อไม่ได้ 6 พันนิดๆ
stop ที่สาม เดินผ่านสยาม ก็ยังไม่เจอเป้าหมาย เพราะเดินผ่านอย่างรวดเร็วมาก ทำไมเรารู้สึกว่าร้านเสื้อผ้าที่สยามดูไม่ต้อนรับยังไงไม่รู้เนอะ ห้าๆๆ  ดูเป็น showroom มากๆในความรู้สึกเรา
stop ที่ที่สี่ เซ็นเวิล - uniqlo / super sport ได้กางเกง เสื้อ รองเท้า เลิศมาก
stop ที่ห้า ร้านบน bts ได้ถุงเท้า


แล้วมาเก็บตกที่ the mall โคราช แม่ได้กระเป๋าถือ รองเท้า เสื้อโค้ท โทรศัพท์ใหม่ ผ้าพันคอ ( ที่นางมีอยู่แล้วเต็มตู้ )   เราได้กระเป๋าเดินทาง เสื้อผ้าเพิิ่มเติม เครื่องสำอางค์ บลาบลา

สรุปคือ แค่ the mall โคราช / เซ็นเวิล / MBK ก็น่าจะครอบคลุมเท่าที่อยากได้ละ

เตรียมงบไปนะ อย่างต่ำ 15,000 หมดแน่นอน
LOL

รองเท้ายี่ห้อนี้น่ารักๆเพียบเลย ใส่สบายดีด้วย


                                 เช้าวันต่อมาก็มาประชุมกับพี่แต๊กพี่เก๋งาน open data จ้าาาา ถือโอกาสพาแม่มาดูมาดีด้วย

พาแม่เที่ยว ฮ่องกง(+สวิส/อิตาลี) ตอนที่ 1 - ขอวีซ่าเชงเก้นและเตรียมตัว

เป็นอะไรที่ challenge มากเลยกาขอวีซ่าเชงเก้นเนี่ย ห้าๆๆ


พอขอผ่านแล้ว มันก็ไม่ได้ยากหรอกนะ แต่ตอนที่เตรียมเอกสาร ยิ่งเป็นครั้งแรกด้วยเนี่ย อะไรๆมันก็สับสน ยิ่งข้อมูลที่ให้ในเว็บของตัวแทนสถานฑูตที่เราคิดว่าจะละเอียดยิบเพื่ออำนวยความสะดวกกับเราล่ะก็ ฝันไปเถิด

ในกรณีพิเศษอะไรต่างๆ อย่าหวังว่าจะหาข้อมูลได้เว็บตัวแทนฯเลย หาเอาใน google ดีกว่า

ที่รอดมาได้ในการยื่นครั้งเดียวนี่ก็เพราะพี่ๆน้องๆที่เขียนบทความไว้ตามเว็บต่างๆ ขอบพระคุณจริงๆ

โดยรวมแล้ว ก็ควร start ที่ www.tlscontact.com แหละ แล้วหากมีข้อสงสัยอะไรก็ลองหาทางกันเอาเองนะ สนุกดี มีเรื่องให้บ่นประสาทแดกอยู่แปปนึง  อย่าหวังว่า FAQ จะตอบ FAQ ได้ ห้าๆๆๆ ไอ้ที่เขียนบอกว่าเอาทั้งตัวจริงและสำเนา ถึงเวลาก็ไม่เอา บลาบลา ( เปลืองกระดาษชิบหาย )

ในกรณีเรา ที่ไม่ใช่เด็ก แถมยังเป็น freelance ต้องให้พ่อออกตังช่วยในการเดินทาง เอกสารที่เพิ่มเติมคือ ทะเบียนบ้านพ่อ ทะเบียนบ้านเรา แปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อยืนยันว่าเป็นพ่อลูกกันจริงๆ แล้วก็ใช้ statement ของพ่อ ยื่นไป
ส่วนจดหมายแนะนำตัว หลายเว็บบอกว่าเอา แต่ของเราเค้าคัดทิ้ง ( แหม่ เขียนตั้งนานนะฮะ )

เราเอาเอกสารไปเกินเยอะอยู่นะ เสียดายมากๆ





พาแม่มากินกิวด้ง นอนที่ T H A เอกมัย 6 ตอนเช้าก็ขับรถไปยื่นพร้อมกันที่ศูนย์ TLS

จะบอกว่าการขอวีซ่า คนจำนวนมากมีต้นทุนมากกว่าค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะคนต่างจังหวัด ที่ต้องเสียเวลาอย่างน้อยก็วันสองวัน ค่ารถ ค่าที่พัก ค่านู่นค่านี่ แพงมากนะ

ยังไงก็ช่วยปรับปรุงข้อมูลให้ละเอียดๆจะดีมากเลย  เพราะเราเป็นคนยื่น เราก็ไม่ได้ทราบรายละเอียดมาก่อน ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วเงื่อนไขของแต่ละคน จะให้เค้าเตรียมเอกสาร extra อะไรก็ช่วยบอกแบบละเอียดๆหน่อยฮะ ขอบคุณล่วงหน้าค่าาาา

สุดท้ายคือการขอวีซ่าแม่งเป็นเรื่องที่น่าสับสนที่สุดในทริปนี้ละ เราอยากให้ทุกคนได้ร่วมชะตากรรมเดียวกับเรา เราเลยจะไม่บอก ว่ามันมี challenge อะไรบ้าง อยากให้ได้ลอง สู้ๆนะ :))) 555555555555
LMAO

เราวางแผนคร่าวๆ แบบคร่าวมากๆเพราะไม่มีเวลาเลยจริงๆ เตรียมเฉพาะที่จำเป็น เส้นทางที่จะไป จองที่พัก เช็ค swiss pass แค่นั้นจริงๆ  กับเสิร์ชดูนิหน่อยว่าที่ไหนน่าไป กะไปตาเอาดาบหน้า

หลายปีที่แล้ว ประมาณ ห้าปีมั้ง เราได้มีโอกาสขับรถจาก north dakota ไป wyoming กับเพื่อนๆ โดยปลายทางอยู่ที่ yellowstone
ตอนนั้นก็ไม่ได้วางแผนอะไรมากนัก ก็พากันขึ้นรถไปเที่ยว แต่สิ่งที่ประทับใจที่สุด ไม่ใช่ตัว yellowstone นะ แต่เป็นรหว่างทาง วิว หมู่บ้าน ภูเขา เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นต่างหาก ที่ทำให้ทริปนั้นกลายเป็นทริปในความทรงจำ ( เดี๋ยวจะมาเล่านะ ) ตั้งแต่นั้นมาก็จะรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่ต้องวางแผนเที่ยวแบบเป๊ะๆๆ เพราะเราชอบทุกครั้งเลย เวลาเกิดเรื่อง ต้องตัดสินใจ หรืออะไรก็ตามที่แปลกๆที่ต้องทำร่วมกัน มันสนุกดี มันได้สัมผัสอะไร หลายมิติ ห้าๆๆๆ

ครั้งนี้ด้วยเงื่อนไขที่ว่าแม่เองก็ไม่ได้วัยรุ่นมีแรงเดินโหดๆได้ทั้งวัน และเราไม่ฉี่แชะช็อปแน่นอน เลยตั้งใจจะเดินชิว ดูบ้านเมืองที่พัฒนา ดูธรรมชาติ ดูวิถีชีวิต  ซึ่งเป็นเสน่ห์แท้ๆของยุโรป และที่สำคัญคือ จะได้ใช้เวลาด้วยกันเต็มที่ มากกว่าจะเก็บ landmark ให้ครบ




นี่คือรูปที่ประทับใจ พี่มาร์กมาช่วยแนะนำ เรื่องเที่ยวซูริคและเวนิซ อร๊ายยยย บ้าน่ะะะ #เชิญรับยาสลายมโนที่ช่อง2ค่ะ #ชั้นเปล่านะเค้ามาเอง


ตอนหน้าก็จะเป็นการบ่นขิงบ่นข่าเรื่องการเตรียมตัวแหละ ห้าๆๆ





วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Entrepreneurship and business design - Chalmers U

แรงบันดาลใจในการเรียนปริญญาโทจากการตกผลึกของความคิด
เมื่อสองวันก่อน เราได้มีโอกาสไปช่วยอาจารย์ด้าน entrepreneur ที่ มทส. ดูหลักสูตรและช่วยโค้ชน้องนักศึกษา ทั้งสองวันคือการใช้เครื่องมือที่เราแสนคุ้นเคย ลำดับความคิดที่เราแสนคุ้นเคย รวมทั้งคอนเนคชั่นที่เราแสนคุ้นเคย อันได้จากการทำงานด้านนี้มา
สนุกมากและสำหรับบางคนมันเป็นเรื่องใหม่
แต่สำหรับเรามันเป็นเรื่องเก่า... มันคือความรู้ชุดเดิมที่เราขลุกvยู่กับมัน มาปีกว่า





นึกย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือน เราได้มีโอกาสไปช่วยเป็นโค้ชค่าย entrepreneur แล้วได้ไปรวมตัวเป็นแก๊งกับพี่อีก 3 คน ( ชื่อเเก๊ง auda ออกเสียงให้ลามกเข้าไว้ ) คืนสุดท้ายของค่าย เรานั่งกินเบียร์ และมีเรื่องนึงที่น่าสนใจ


เราพูดถึงการพัฒนาตัวเอง เราพูดถึง content เจ๋งๆที่แต่ละคนมี เราเห็นคนหลายคน ที่เคยเป็นที่ฮือฮาในสังคมมาก ได้รับเชิญไปบรรยายที่นู่น ที่นี่ ที่นั่น เพราะ content ของเค้าน่าสนใจ
แต่ตอนนี้คนเหล่านั้นหายไป ... หลายคนพยายามอย่างหนักที่จะกลับมา แต่ทำไม่ได้ เพราะ...
เค้าไม่มีเนื้อหาอะใหม่ๆมานำเสนอ ในขณะที่ คนอื่นๆหรือคนใหม่ๆ มีเนื้อหาใหม่ๆ มานำเสนอเรื่อยๆ เนื้อหาของคนเหล่านั้นในเวลาไม่นาน ก็กลายเป็นเครื่องมือเก่า ใช้ได้ผลไม่ดีเท่าเครื่องมือใหม่
มันฝังในหัวเรามาก ใช่เลย ในสมัยก่อน เราตื่นเต้นมากเวลาเข้า workshop ที่มีการนำเครื่องมือนู่นนี่มาใช้ เราคิดว่ามันสุดยอดที่สุดในโลก
พอนานๆเข้า เราเริ่มคุ้นเคย และเห็นเครื่องมือหรือชุดความรู้อื่นๆมากขึ้น เราจับผิดเครื่องมือเดิมๆได้ ในขณะที่บางคน มีเครื่องมือหรือชุดความรู้หรือ content ใหม่ๆ มาสอนเราอยู่เสมอ
รู้สึกเลยว่า การพัฒนา content ของตัวเราเอง สำคัญต่อการพัฒนาชุดความรู้โดยรวม
เราจึงตั้งใจอ่านหนังสือให้เยอะ เหมือนพี่ๆหลายคนที่รู้เยอะๆ และสามารถตกผลึกเอาความรู้เหล่านันมารวมกันและสร้าง content ที่น่าสนใจได้
นั่นคือจุดที่ทำให้เรา มองเห็นภาพของตัวเองในอนาคต ว่าจะยืนอยู่จุดไหนของสังคมและกำลังทำอะไรอยู่ คนแบบไหนที่เราอยากจะเป็น มีความสุขและเป็นประโยชน์ต่อสังคม
พอทำงานสายที่ชอบมาได้เกือบสองปี สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราเริ่มรู้เรื่องรู้ราว เราเริ่มมีชุดความคิดของเราเอง เราเริ่มเห็นทางไปต่อ แล้วเราจะเริ่มรู้สึกตัวได้เอง ว่า ... โอเค จุดนี้แหละ คือจุดที่ต้องไปเรียนต่อแล้วล่ะ
เราจะตั้งใจสมัครทุนเรียนปริญญาโทอย่างจริงจังมากในปีนี้
การที่ถูกถามอยู่บ่อยครั้งว่าทำไมไม่ต่อโทสักที เพราะเช่นนี้เเล ...
ปริญญาโทสำหรับเราคือการต่อยอดการทำงาน การค้นหาความรู้ใหม่ๆ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อให้เกิดการพัฒนาตัวเอง แล้วเอามาใช้ได้จริง เราจึงไม่อยากที่จะเรียนปริญญาโท ทั้งๆที่ประสบการณ์ทำงานน้อย กลัวว่าจะไม่มีอะไรไปแลกเปลี่ยนในคลาส กลัวไม่มีวัตถุดิบไปต่อยอด และกลัวเลือกคอร์สผิดกับการนำมาใช้จริง ผ่านการอ่านคอร์สมาเยอะ ผ่านความสับสนมาเยอะ ผ่านการปรึกษาคนนู้นคนนี้มาเยอะ
วิดีโอด้านล่างนี้คือคอร์สที่เราเจอแล้วว่าใช่หลังจากตามหาคอร์สเรียนปริญญาโทมั่วไปมั่วมา(นานมาก) บ้างก็เกือบใช่ บ้างก็ไม่ใช่ และใช้เวลาตกผลึกตัวเองมาร่วมปีว่าอยากเรียนแบบไหนกันแน่ จากการทำงานและประสบการณ์ 

คอร์สนี้ได้รับการแนะนำจากพี่ต้น THAIST ( ขออนุญาตไม่แท็กเดี๋ยวรกวอลล์พี่) และพี่ปอแห่ง SUT รวมทั้งแรงบันดาลใจเล็กๆที่ทำให้เราชูประเทศสวีเดนอยู่ในใจเสมอของเจ้วาว FarmerDo ศิษย์เก่า Uppsala
ทว่าเมื่อได้ดูวิดีโอนี้แล้ว.... ทำให้เราได้พบความจริงอันน่าตื่นเต้นและน่ากลัวไปพร้อมๆกันว่า
โลกภายนอกนั้น มีคนที่อายุใกล้เคียงกับเรา คนที่เรียนโทคอร์สนี้ แม่งมีแต่คนเก่งๆ ดูเป็นมืออาชีพ ดูพร้อม ทำให้เราหวนนึกถึงสิ่งที่ตกผลึกได้เมื่อวานตอนขับรถนั่นแหละ ว่าเห้ย ถ้าเราได้ไป จะเป็นตัวถ่วงเขาไม่ได้ ถ้าเราไม่ได้เป็นคนที่นำ เราก็ต้องเป็นคนที่เสมอ เรามีเวลาอีกปีกว่าที่จะขยันหาความรู้เพื่อเตรียมตัวไปหาความรู้ จะมาชิวๆ นั่งกินนอนกิน อยู่บนความรู้เดิมๆของตัวเองไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะเวลาที่โลกหมุนไว และตอนนี้ที่เราไม่ได้อยู่เป็นน้องของพี่ที่าดีอีกแล้ว เราไม่สามารถวิ่งไปฟ้องพี่ ให้พี่สอนตลอดเวลาเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
เพราะถึงจะไม่ได้เข้าเรียน ก็ได้กำไรจากการพัฒนาตัวเองอยู่ดี
แต่อย่างไรเสีย วาดฝันเอาไว้สูงสุดว่าอยากได้ทุน เพราะไม่มีกะตังจะจ่ายเอง ทำได้ไม่ได้ไม่ทราบ แต่หวังไว้สูงมากๆ ยังไงก็ต้องไปให้ได้ ....
จบการระบายความอึดอัดเพียงเท่านี้ ห้าๆๆ